ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

บทความ

กำลังแสดงโพสต์ที่มีป้ายกำกับ opinion

ครูโจโจ้ไม่เข้าใจ ทำไมอาหารไทยถึงต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษ ทับศัพท์เลยดีกว่า!

ครูโจโจ้ไม่เข้าใจ ทำไมอาหารไทยถึงต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษ ทั้ง ๆ ที่เราทับศัพท์ไปเลยก็ได้  เป็นค่านิยมที่แปลกมาก เวลาที่เราไปร้านอาหารต่างๆ ในบ้านเรา เรามักจะเจอหลายร้านที่พยายามแปลเมนูอาหารไทยนั้น ๆ ให้เป็นภาษาอังกฤษ อย่างเช่น   ผัดกะเพรา เป็น Stir Fried Pork with Basil Leaves โอ้ยยย ... แปลทีละคำเลยทีเดียว ยิ่งกว่า Google Translate อีก แล้วจะบอกให้ว่ามันงงมากกว่าเดิมนะ บางทีก็กลายเป็นผิดเพี้ยนไปเลย (เหมือนภาพประกอบ) ลองคิดเล่น ๆ ว่าเราเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติดูสิ เมนูอาหารอะไรชื่อยาวมากกกก (มันควรจะใช้เป็นคำอธิบายอาหารมากกว่าชื่อเมนูอาหารนะ)  มันก็ไม่แปลก ที่ทำไมชาวต่างชาติถึงรู้จักแต่ Tom Yum Kung เพราะเมนูอาหารอื่น ๆ ของบ้านเราเขาไม่รู้จักเลย อาจจะเรียกไม่ถูก จำไม่ได้ชื่อยาวเกินไป ในทางกลับกัน เมื่อเราไปร้านอาหารชาติอื่น เอาแค่เฉพาะฝั่งเอเชียก็พอ สังเกตดูนะครับ เราเรียกชื่ออาหารบ้านเขาเป็นภาษาของเขาทั้งนั้น อย่างเช่น  อาหารญี่ปุ่น 🇯🇵 ก็มี ซูชิ(Sushi), ราเมน(Ramen), ซาชิมิ (Sashimi),  เกี๊ยวซ่า(Gyoza)  อาหารเวียดนาม 🇻🇳 บั๋นหมี่(Banh Mi), เฝอ(Pho)  อาหารจีน 🇨🇳 ติ่มซัม(Dim Sum)

รายการสารดคีท่องเที่ยวที่มาพร้อมกับความเสี่ยงอยู่เสมอ

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา อยู่ ๆ ครูโจโจ้ก็คิดถึงรายการสารคดีคนไทยที่ชื่นชอบมากตอนเด็ก ๆ จำเพลงเข้าสู่รายการได้ จำน้ำเสียงและสไตล์ของผู้ดำเนินรายการได้  และจำชื่อบริษัทได้ คือ Panorama  แต่จำชื่อรายการไม่ได้ซะงั้น ครูโจโจ้จึงค้นหาข้อมูลใน Google จึงทราบชื่อรายการคือ "ผจญภัยไร้พรมแดน" ซึ่งในยุคนั้นดำเนินรายการโดยคุณ วีระ นุตยกุล ที่ครูโจโจ้ชื่นชอบมาก ด้วยท่าทางและน้ำเสียงที่เป็นมิตร แต่การไปเปิดโลกของคุณวีระนั้นเข้าถึงและลึกซึ้งกับชุมชน ทำให้เราได้ความรู้แบบลึก ๆ จนไปถึงแหล่งที่มีความเสี่ยง ซึ่งเป็นการนำเสอนมุมที่แปลกและแตกต่างสำหรับรายการสารคดีไทยในยุคนั้นเลยทีเดียว  แต่สำหรับคนรุ่นราวคราวเดียวกันกับเด็กชายโจโจ้ในยุคนั้นจะไม่ค่อยรู้จักกัน เพราะสมัยนั้นมีรายการท่องเที่ยวที่ดำเนินการโดยวัยรุ่นอยู่หลายรายการพอสมควร แต่ครูโจโจ้ไม่ค่อยชอบวิธีการนำเสนอที่ exaggerate (โอเวอร์) ของผู้ดำเนินรายการ บางครั้งก็ตะโกนโวยวาย ดูแล้วรู้สึกอึดอัด ส่วนรายการ "ส่องโลก" นั้นก็ใช้น้ำเสียงที่รู้สึกลี้ลับจนต้องลุ้นอยู่ตลอดเวลา 5555 (แต่ชอบมากตอนที่รายการนำเสนอเรื่องมนุษย์ต่างดาว) ที่ครูโจโ

ที่ไม่ค่อยพิมพ์เรื่องการเมือง ไม่ได้เป็นกลางนะ

ที่ไม่ค่อยพิมพ์เรื่องการเมือง ไม่ได้เป็นกลางนะฮะ ทุกคนรู้ แฟนคลับรู้ ฉันด่ารัฐประหารมาโดยตลอด และในอดีตอาจจะมีบางคนคงเคยเจอผมไปคอมเมนต์เพื่อเถียงเรื่องการเมือง เมื่อก่อนผมด่าแหลก จนวันหนึ่งมันหมดคำด่าแล้วจริง ๆ ยุคนั้นมีแต่คนมองว่าผมเป็นผีบ้า หลายคนก็ unfriend unfollow ไป but I don't care ผมก็ยังคงด่าต่อ เชื่อสิ มันก็ต้องมีคนที่ตาสว่างตามบ้างล่ะ แต่ยุคนั้นเจอคนสร้างภาพเก่ง มันเลยไม่ง่าย ยิ่งเจอพวกออกมาขัดขวางการเลือกตั้ง ผมนี่สิ้นหวังจริง ๆ  ผมจึงเลือกที่จะถอยห่าง เพราะท้อใจ และเสียงของเรามันไม่ดังพอที่ใครจะเปลี่ยนแปลงสังคมได้ นั่นคือสิ่งที่ได้เรียนรู้ แต่เสียงของเรานั้นดังในพื้นที่ของเรานะ นั่นคือในห้องเรียน เพราะผมสอนอ่านและเขียนภาษาอังกฤษ ผมจึงสอดแทรกเรื่องของ การเคารพสิทธิผู้อื่น ความเท่าเทียม และ ความเป็นมนุษย์ผ่านเนื้อหาบทความ โดยที่ผมไม่ได้ยัดเยียดความคิดของผมเองแต่อย่างใดเลย ผมมีหน้าที่ตั้งคำถามเพื่อให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นของตัวเอง ไม่มีคำตอบไหนที่ผิดและถูก ขอแค่พวกคุณกล้าแสดงความเห็นของตัวเองออกมา แกรมม่าผมก็ไม่จับผิด มากไปกว่านั้นผมก็สอนให้พวกเขาตั้งคำถามกับสังคมนี้ มั

ในวันที่ประเทศไทยพบ 3 ศพกลางถนนเพราะโควิด

เป็นวันที่รู้สึกหดหู่ เศร้าใจ ผิดหวัง และ โกรธแค้น และหลาย ๆ อารมณ์ในวันเดียว เมื่อได้อ่านข่าวผู้เสียชีวิตกลางถนนเพราะโควิด-19 เพราะแค่ภายในวันเดียวนี้พบผู้เสียชีวิตกลางถนนถึง 3 ศพ แบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน รายแรกเสียชีวิตกลางถนน บริเวณตรอกบ้านพานถม ตรงข้ามวัดบวรนิเวศวิหาร ถนนสามเสน แขวงบ้านพานถม เขตพระนคร กรุงเทพฯ  สื่อโซเชียลได้รายงานเหตุการณ์ขึ้น  ซึ่งคุณลุงผู้โชคร้ายนอนเสียชีวิตกลางถนนร่วม 10 ชั่วโมงตั้งแต่เช้า กว่าจะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปดำเนินการนำร่างผู้เสียชีวิตออกจากพื้นที่ ก็เป็นเวลา 4 ทุ่มแล้ว รายที่สองเป็นชาวระยอง เสียชีวิตกลางถนนบริเวณหน้าร้านศึกษาภัณฑ์ ถนนราชดำเนินกลาง เขตพระนคร กรุงเทพฯ และรายที่สามเสียชีวิตกลางถนนบริเวณหน้าห้างย่านพระราม 4 กรุงเทพฯ  ใครจะคิดว่าวันนี้จะมาถึง ก่อนหน้านี้ที่การแพร่ระบาดยังเป็นเรื่องใหม่ เราเคยเห็นข่าวจากประเทศจีนที่มีคนเสียชีวิตกลางถนน แต่สุดท้ายมีคนบอกว่านั่นเป็นภาพเก่าในยุคการแพร่ระบาดของซาร์ แต่ประเทศอินเดียนั้นยืนยันว่าตายกลางถนนเพราะโควิดจริง และต้องเผากันกลางถนนอีก ยังมีคนบางกลุ่มที่หลอกตัวเองว่าเรารับมือกับสถานการณ์ได้ บอกว่าประเทศไทย

แน่ใจแล้วหรือว่าการด่าผู้ที่ติดเชื้อจะเกิดผลดี?

Photo by cottonbro from Pexels ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา จำนวนผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ COVID 19 ก็ปรากฏจำนวนเพิ่มขึ้นทุกวัน สำหรับพื้นที่สีแดงนั้นขึ้นถึงหลักร้อยต่อวันเลยทีเดียว แต่จังหวัดที่ยังไม่เป็นพื้นที่สีแดงนั้นพบประมาณไม่กี่คน พอปรากฏหนึ่งคนก็เป็นเรื่องใหญ่ในวงกว้าง สร้างความหวาดผวาและความวิตกกังวลเป็นอย่างมาก จนทำให้เราหลายคนขาดสติ เมื่อทางกระทรวงสาธารณสุขรายงาน timeline ของผู้ที่ติดเชื้อ เราก็จะเห็นคอมเมนต์ของประชาชนที่ด่าทอด้วยถ้อยคำที่ดุเดือด เช่น เห็นแก่ตัวบ้างล่ะ ง่าว(โง่)บ้างล่ะ  โอเค สำหรับเคสแรกๆ ที่มีคนลักลอบหนีออกมาจากชายแดนแล้วไม่กักตัว อันนี้สมควรโดนด่า กับอีกกรณีที่มีอาการป่วยแล้วแอบรักษาด้วยตัวเองทั้งที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง แล้วยังไปไหนต่อไหนอีก ไม่ยอมหาหมอ จนอาการมันหนักขึ้นจึงยอมรับสารภาพ แต่ก็โกหกพัลวัน ปกปิด timeline ตัวเอง อันนี้ก็เห็นชอบว่าสมควรโดนด่า แต่ในกรณีหลังๆ คือ เขาใช้ชีวิตตามปรกติเพราะไม่ได้อยู่พื้นที่สีแดง ก็ใช้ชีวิตแบบเราๆ ไปนั่นโน่นนี่ อาการก็ยังไม่ปรากฏ เมื่อเขาเป็นไ้ข้ไม่สบาย เขาเกิดความสงสัยในตัวเอง เขาก็ไปหาหมอทันที พอผลออกมาเป็นบว

เห็นเกาหลีให้ความสำคัญกับการสอบระดับชาติ แล้วกลับมามองบ้านตัวเอง

https://www.facebook.com/stitchpololo/posts/1120388248364432 จากที่เห็นเพจ ไดโนเสาร์เกาหลี  แชร์เรื่องของการจัดการเพื่อเอื้อต่อการสอบระดับชาติของนักเรียนเกาหลี ทำให้ครูโจโจ้จำได้ว่าเท่าที่เคยอ่านเจอบทความภาษาอังกฤษนะครับ นอกจากเรื่องการจัดการจราจรให้สะดวกแล้ว สถานที่ละแวกนั้นก็ต้องงดส่งเสียงดังด้วย เครื่องบินก็อาจจะต้องงดบินผ่านแถวนั้น ระบบทุกอย่างคือคนในชาติเขาให้ความสำคัญและความร่วมมือต่อการสอบระดับชาติแบบนี้จริงๆ  มาที่บ้านเรา อาชีพครูย่อมมีอีกหน้าที่หนึ่งก็คือเป็นกรรมการคุมสอบ O-NET = Ordinary National Education Test (ย้ำว่า "National" คือ "ระดับชาติ") ครูโจโจ้เองก็ได้คุมสอบที่ต่างโรงเรียนทุกปี โดยโรงเรียนที่ไปสอบนั้นอยู่ใจกลางเมือง มีถนนรอบโรงเรียนทุกด้าน  ขณะที่ผมยืนคุมสอบ ก็จะได้ยินเสียงรถบีบแตร ท่อดัง กลิ่นควันรถอีก มาเป็นระยะๆ ตลอดการคุมสอบ   สักพักก็มีเสียงรถประกาศโปรโมชั่นขายพิซซ่า และโฆษณาอื่นๆ มากน้อยแล้วแต่ปี ช่วงใกล้เลือกตั้งก็เป็นเสียงรถประกาศหาเสียงของนักการเมืองพรรคนึง (พรรคที่แพ้) สักพักตอนบ่ายๆ ร้านอาหารแถวนั้นเปิดเพลงเรียกลูกค้า จนคณะกรรมการกลาง

เลิกเถอะคุณครู! ยึดของเล่นเด็กแล้วมาทำลาย

Photo by brother's photo from Pexels เลิกเถอะคุณครู! กับการที่ยึดของเล่นเด็กนักเรียนเอามาทำลาย ในชีวิตของครูโจโจ้ ก็เคยฝังใจกับการลงโทษแบบนี้  แม้ว่าจะไม่โดยตรงกับตัวเองก็ตาม เรื่องของเรื่องเกิดขึ้นเมื่อสมัยเรียนอยู่ชั้น ป.5  เพื่อนๆ ของครูโจโจ้สมัยนั้นรักการเล่นปิงปองเป็นชีวิตจิตใจ แต่ก็ด้วยความเด็ก ก็อาจจะเล่นเพลินไป ยังควบคุมเวลาไม่เป็น  ทำให้เข้าห้องเรียนสายบ้าง (ย้ำว่า "บ้าง"  ไม่ใช่ทุกวัน)  วันนั้นครูภาษาไทย และ เป็นครูประจำชั้นด้วย ไม่รู้ไปโกรธใครมา พอขานชื่อนักเรียน พบว่าเพื่อนๆ กลุ่มนั้นยังไม่เข้าห้องเรียน  ก็โกรธสุดขีด เป็นฟืนเป็นไฟ และบอกจะรอจนกว่าสามคนนี้เข้าห้อง ไม่นาน ทั้งสามก็ยืนอยู่หน้าห้อง ใบหน้าที่โชกไปด้วยเหงื่อ และเสื้อก็ชุ่มราวกับเดินฝ่าฝนมา จะพูดว่า "ขออนุญาตเข้าห้องครับ" ยังไม่เป็นคำ  เพราะเหนื่อยหอบกับการวิ่งมาจากโต๊ะปิงปองที่อยู่หน้าโรงเรียน มาถึงอาคารเรียนที่อยู่จะเกือบประตูหลังโรงเรียน หนำซั้ำห้องเรียนยังอยู่ที่ชั้น 3 อีก  คุณครูคนดังกล่าวก็ทำหน้าถมึงทึง และสายตาที่จ้องหน้า ที่สัมผัสได้ถึงความอาฆาตแค้น ราวกับหนังฆาตกรรม  จากนั้นก็แผดเส

คิดถึงครูอนุบาลกันนะ

จากที่ขลุกตัวเอง อยู่ในวงการปฐมวัยมาได้ระยะหนึ่ง  อยากจะบอกว่า ครูอนุบาลทุ่มเทมากๆ นะ  ครูมัธยมยังมีเวลาพัก  แต่ครูอนุบาลต้องอยู่กับนักเรียนตลอดเวลา  เมื่อถึงเวลาจบการศึกษา นักเรียนใส่ชุดครุยมาถ่ายรูปที่โรงเรียนเก่า  เรามักจะคิดถึงแต่ครู ม.ปลาย เป็นส่วนใหญ่  ซึ่งความจริงแล้วพื้นฐานของจิตใจเรา ถูกบ่มเพาะมาตั้งแต่วัยอนุบาลเลยนะ  ก็จะมาบอกว่า  กลับไปหาครูอนุบาลให้ท่านชื่นใจบ้างเด้อ ครูโจโจ้ 🧡  www.krujojotalk.com   ก ดติดตามได้ที่ด้านบนของ Blogger หรือช่องทางต่อไปนี้ 💙  www.facebook.com/krujojotalk 💗  http://www.youtube.com/c/KruJOJOTalkchannel ✍ สนใจเรียนภาษาอังกฤษ online ได้ที่  https://www.facebook.com/engkrujojo

ไม่รับน้อง ไม่รักคณะ?? (รีโพส)

ครูโจโจ้นึกถึงความคิดเห็นที่เคยโพสไว้ในเฟสบุ๊คเรื่องการรับน้อง ย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว มีสถานการณ์ที่กำลังดราม่าของคณะที่ครูโจโจ้จบมา คือตอนนั้นมีรุ่นน้องที่ไม่เห็นด้วยกับการรับน้อง และไม่อยากร่วมการรับน้องของเมเจอร์ (หมายถึง "สาขาวิชา"  ปัจจุบันเด็ก มช. เรียกสั้นๆ ว่า เจอร์) รวมถึงขอไม่เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ จึงทำให้ถูกกดดันโดยรุ่นพี่ ไม่พอ กลับถูกอาจารย์คนหนึ่งกดดันอีกด้วย ซึ่งเป็นอาจารย์ในสาขาวิชาของน้อง (ไม่แน่ใจว่าเป็นที่ปรึกษาด้วยหรือเปล่า)  น้องคนนี้จึงอัดคลิปเสียงที่อาจารย์ท่านนั้นพยายามโน้มน้าวให้น้องเข้าร่วมการรับน้องและกิจกรรมของคณะและสาขาวิชา จากนั้นก็เป็นการกดดันด้วยคำพูดต่างๆ รวมถึงประโยคที่บอกว่า ไม่พอใจระบบที่นี่ก็ย้ายไปเรียนที่อื่น ไม่นานหลังจากนั้นน้องคนดังกล่าวก็เผยแพร่บทสนทนาสู่โซเชียลมิเดีย และเป็นกระแสดราม่ากันยกใหญ่ หลายคน ณ เวลานั้น ที่เห็นดีเห็นงามกับการรับน้อง (SOTUS) ก็ออกมาโพสด่า ประมาณว่า ฉันเคยผ่านการรับน้องมาฉันไม่เห็นตาย ฉันทำกิจกรรมต่างๆ ฉันยังอยู่ทุกวันนี้บลาๆๆๆ หลายคนก็หยาบคาย .. ณ เวลานั้นที่ครูโจโจ้เห็นก็เอือมระอา เพราะครูโจโจ้เองไม่เห็

"เพียงแค่พูดความจริงเพื่อปกป้องเด็ก ต้องกลัวอะไร?" ความคิดเห็นต่อกรณีครูปฐมวัยทำร้ายร่างกายเด็ก

เพิ่งโพสเรื่อง "ความคิดเห็นของครูโจโจ้ ต่อกรณีครูลงโทษนักเรียนจนทำให้เสียชีวิต"   เมื่อไม่นานมานี้เอง วันนี้มีข่าวครูใช้ความรุนแรงกับเด็กอีกแล้ว ซึ่งเกิดขึ้นกับเด็กระดับปฐมวัยด้วย และยิ่งน่ารับไม่ได้อย่างยิ่งคือ ใช้ความรุนแรงแบบไม่มีสาเหตุอีกด้วย แ ล้วครูในห้องก็เพิกเฉย ในฐานะที่ปัจจุบันผู้อำนวยการโรงเรียนระดับปฐมวัยด้วยเช่นกัน ครูโจโจ้มีความเห็นว่าต้องลงโทษครูในห้องนั้นทั้งหมด ไม่มียกเว้น การทำร้ายเด็กถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง  ผมรับไม่ได้ การเพิกเฉย การไม่แสดงการต่อต้านในสิ่งที่ผิดนั้น แม้แต่แจ้งให้ทราบก็ไม่มี ถือว่ามีความผิด!  เพียงแค่พูดความจริงเพื่อปกป้องเด็ก ต้องกลัวอะไร? ครูโจโจ้บอกกับเพื่อนครูเสมอว่า "ลูกของเขา เปรียบดังแก้วตาดวงใจ ผู้ปกครองเลี้ยงลูกด้วยความทะนุถนอม เราเป็นใคร ถึงมีสิทธิไปทำร้ายลูกเขา?" ผมมักจะเดินดูการเรียนการสอนในห้องเรียนทุก ๆ ห้องอยู่บ่อย ๆ และไปแบบไม่เป็นเวลา ถ้าว่างก็เดินดู ไม่ใช่การนิเทศการสอน แต่เพื่อสอดส่องและตรวจสอบหากมีเหตุการไม่ปกติเกิดขึ้น ดังนั้นจึงต้องตั้งคำถามกลับว่า ผู้บริหารโรงเรียนนั้น ๆ เคยใส่ใจกับการเรียนการสอนในห้องเรีย

ระบบ SOTUS ในมหาลัย ไม่ช่วยเรื่องงานในอนาคต

Photo by Andrea Piacquadio from Pexels ระบบ SOTUS ในมหาลัย หลอกกันว่ารุ่นพี่จะช่วยรุ่นน้องในวันข้างหน้า ....  สมัยก่อนซัก 10 กว่าปีที่แล้วอาจจะเป็นไปตามที่เขาพูด (มั้ง?) แต่สมัยนี้ยากครับ และยากมากๆ เพราะทุกอย่างมีกระบวนการมีขั้นตอนตรวจสอบกันหมดแล้ว  อีกอย่าง .. รุ่นพี่ที่เป็นปีว๊ากน่ะ ห่างกับปี 1 ประมาณแค่ 3 - 4 ปี พอจบออกไปคิดว่าเขามีตำแหน่งใหญ่ช่วยเหลือรุ่นน้องได้เลยหรือ???  ตัวผมเองก็ไม่เคยเพิ่งพารุ่นพี่คนไหน ไม่ว่าจะได้งานทำ หรือ เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง ก็เพราะความสามารถของตัวเองล้วนๆ ครับผม รุ่นพี่บางคนยังเอาตัวไม่รอดเลยด้วยซ้ำ  ในทำนองเดียวกัน ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยของกระผม ก็มีความผูกพันแบบพี่น้อง (อันนี้ไม่นับคนคุยที่จบความสัมพันธ์เพียงแค่พี่น้องนะ 55555) ซึ่งรุ่นพี่ที่ผมนับถือและสนิทไม่ใช่พี่ว๊ากหรอกครับ แต่เป็นพี่ที่เราเคยช่วยเหลือกันในยามขับขัน เวลาทำกิจกรรมในมหา'ลัย เราสู้มาด้วยกัน เราสอนเราเรียนรู้ด้วยกัน มีน้ำใจซึ่งกันและกัน เล่นรักบี้ด้วยกัน แฮงเอ้าท์ด้วยกัน พูดคุยถามไถ่เพื่อแลกเปลี่ยนเรื่องราวหรือปัญหาชีวิตได้อย่างสนิทสนม  ส่วนพวกที่เป็นพี่ว๊ากบางคนหายหัวหลังจากร

"เขาผิดอะไรที่ป่วย ถึงต้องไปลงโทษเด็กขนาดนั้น?" ความคิดเห็นต่อกรณีครูลงโทษนักเรียนจนทำให้เสียชีวิต

ครูโจโจ้ได้มีโอกาสให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวประชาไทภาคภาษาอังกฤษ หรือ Prachatai English ต่อกรณีที่ครูลงโทษนักเรียนจนเสียชีวิต (สามารถอ่านฉบับเต็มได้ที่  https://prachatai.com/english/node/8786 ) ทั้งนี้จึงขอแสดงความคิดเห็นเป็นภาษาไทยลงในบทความนี้นะครับ ผมอยากถามจริงๆ ว่าเขาผิดอะไรที่ป่วย ถึงต้องไปลงโทษเด็กขนาดนั้น? ผมไม่เคยเห็นด้วยกับการลงโทษนักเรียนด้วยวิธีรุนแรงเลย ไม่จำเป็น และไม่มีเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้นที่ต้องใช้ความรุนแรง ยิ่งกรณีที่เด็กนักเรียนป่วยทำให้ขาดการส่งงานแต่กลับถูกลงโทษลุกนั่งเป็น 100 ครั้งจนทำให้น้องเสียชีวิต มันเป็นข่าวที่ทำให้ผมรู้สึกเสียใจกับการจากไปของนักเรียนจากการลงโทษที่ไม่เป็นธรรม และโกรธครูคนนั้น ใจของเขาช่างดำเหลือเกินแก่การที่จะทำอาชีพครู  ครูควรสอบถามพูดคุยเพื่อหาสาเหตุด้วยสันติวิธีเสียก่อน อย่างกรณีนี้ถ้าเราพบว่าเด็กนักเรียนป่วย เราควรเข้าใจ และให้โอกาสเขา มากกว่าลงโทษที่ไร้เหตุผล ไร้ความเมตตาปราณี แล้วการลุกนั่งที่ลงโทษแบบทหารนั้น เป็นการลงโทษที่รุนแรงและไม่สมควรนำมาใช้ในสถานศึกษา โรงเรียนไม่ใช่ค่ายทหาร!  และการลุงนั่งแบบนั้นจะเกิดผลเสียต่อเข่าของพวกเขาในอนาคต ค

สอบครูไม่ผ่านอย่าแขวะคนที่สอบผ่าน นั่นไม่ใช่นิสัยของความเป็นครูที่ดี

อ่านดราม่าความคิดเห็นคนที่สอบครูไม่ติดหลายคนแล้วมันเคืองใจ เห็นเป็นแบบนี้ทุกปี  จริงๆ แล้วไม่ติดก็คือไม่ติด ยอมรับผล แล้วก็จบ พัฒนาตัวเองแล้วไปสอบใหม่  แต่นี่อะไรครับ สอบไม่ติด แขวะคนสอบติด  ตั้งคำถาม "สังคมต้องการครูดีหรือครูเก่ง? " อ้าวว แบบนี้ขี้แพ้ชวนตีนี่หว่า ตัวเองสอบไม่ติดก็คือเก่งสู้เขาไม่ได้ไง จะเอาความดีมาเคลมว่าตัวเองเหนือคนอื่นแบบนี้ได้ไง เอาอะไรมาชี้วัด ทั้งๆ ที่คนจะเป็นครูที่ดี ต้องมีความรับผิดชอบเรื่องการพัฒนาตนเองทางวิชาการ แล้วตัวเองทำไม่ได้ ยังกล้าเรียกว่าดีอีกเหรอ? ผมในฐานะคนที่ไม่เคยไปสอบบรรจุเลย เพราะเป้าหมายชีวิตของคนเราไม่เหมือนกัน (อย่าดราม่านะว่าที่ไม่ไปสอบเพราะไม่มีปัญญา พูดกันไว้ก่อนเลย 5555) พอเจอความเห็นแบบนี้แล้วมันขึ้นแทนนะ  เอาความแน่ใจจากไหนมา ว่าสังคมต้องการ "คนดีแต่ไม่ฉลาด" ไปเป็นครู (ก็ไม่ชัดเจนที่ว่า "ดี" คือดีเรื่องอะไรกันแน่)  สังคมเราต้องการยกระดับการศึกษา คุณภาพก็เป็นสิ่งสำคัญ คุณภาพมันพัฒนากันได้ถ้าตัวคุณไม่มี แต่ถ้าไม่มีคุณภาพแล้วไม่พัฒนาอีก คนแบบนี้ใช้ได้ที่ไหน  ที่ผ่านมาก็คนพวกนี้แหล่ะ ที่สร้างความเสื่อมเสียใ

ความคิดเห็นเรื่องระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยทรงผมของนักเรียน พ.ศ. 2563

รูปครูโจโจ้สมัยเป็นเด็กอนุบาล นับว่าเป็นข่าวที่กำลังเป็นกระแสทีเดียว เมื่อในวันที่ 1 พ.ค. 2563 ราชกิจานุเบกษาเผยแพร่ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ. 2563 โดยกล่าวว่า "โดยที่เป็นการสมควรกำหนดข้อปฏิบัติและข้อห้ามปฏิบัติในการไว้ทรงผมของนักเรียนเพื่อให้เกิดความชัดเจนในการดำเนินการของสถานศึกษา มีความเหมาะสมกับสภาวการณ์ปัจจุบันและการปฏิบัติตนของนักเรียนเป็นไปด้วยความถูกต้อง รวมทั้งเป็นการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" รายละเอียดอ่านได้ที่  ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563 แท้จริงแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เคยเป็นกระแสมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อปี พ.ศ. 2556 (7 ปีที่แล้ว) ทาง ศธ. เคยแจ้งให้โรงเรียนเลิกบังคับตัดผมเกรียน-บ๊อบติ่งหู เพราะทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้น ได้ย้ำว่าทรงนักเรียนต้องยึดกฎกระทรวงฉบับที่ 2 วันที่ 6 มี.ค. พ.ศ. 2518 ซึ่งระบุไว้ชัดเจนว่า 1.นักเรียนชายให้ตัดผมหรือไว้ผมยาวจนด้านข้างและข้างหลังยาวเลยตีนผม และ 2. นักเรียนหญิงให้ตัดผมหรือไว้ผมยาวเลยต้นคอ หากโรงเรียนหรือสถานศึกษาใดอนุญาตให้ไว้ยาวเกิ

บันทึกบทสนทนาในหัวข้อ แนวทางการจัดการ Distance Learning ในประเทศจีนทำอย่างไร

ครูแหม่ม ครูหยาง และ ครูโจโจ้ ที่เซียเหมิน ฝุเจี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับครูหยาง ซึ่งเป็นครูสอนภาษาจีน เรื่องแนวทางการจัดการ Distance Learning ในประเทศจีนทำอย่างไรบ้าง ครูหยางเล่าว่าสำหรับเด็กเล็กจะเรียนผ่านโทรทัศน์เลย เพราะว่าประเทศจีนใช้หนังสือเรียนเหมือนกันทั้งประเทศ จึงเป็นการง่ายที่ส่วนกลางทำสื่อการสอนผ่านโทรทัศน์ แล้วให้ผู้ปกครองดูด้วยเพื่อควบคุม ส่วนระดับโตขึ้นมาอย่างเช่น มัธยมปลายทเขาใช้โปรแกรม DingTalk ที่คล้ายๆ กับ Google Classroom (แต่รายละเอียดลูกเล่นนี่ไม่ทราบ) สำหรับการเรียนการสอนอยู่บ้าน ส่วนเด็กเล็กจะไม่ใช้เพราะเขาไม่สามารถนั่งนิ่งๆ อยู่หน้าจอนานๆ ได้ ประเด็นที่น่าสนใจประเด็นหนึ่งคือการสอบ ครูจีนจะให้นักเรียนทำข้อสอบเหมือนกับการสอบในห้องเรียน แต่ให้ใช้ระบบวิดีโอประชุมนักเรียนทุกคนให้ตั้งกล้อง ให้เห็นหน้า เห็นข้อสอบ แล้วทำพร้อมกัน โดยครูจะจ้องดูนักเรียนทำข้อสอบผ่านจอ เพื่อดูว่านักเรียนมีการใช้สายตาไปในทางทุจริตหรือเปล่า ครูหยางบอกว่านักเรียนก็ต้องมองที่กล้องหรือข้อสอบ ถ้ามองไปในทางอื่นก็ส่อทุจริตละ เอ้อ ฟังอันนี้แล้วก็ได้ไอเดียว่ามันง่ายดีนะ เรา

หนีร้อน ไปพึ่งเย็น .. ไม่ต้องเปลืองตังค์

ร้อน ๆ แบบนี้ทำไงดีเนี่ย ..  จะเปิดแอร์ ค่าไฟคงบานน่าดู  อยู่บ้านเฉยๆ มันก็ร้อนนน .. จะบ้าตายย   SUMMER นี้ มองไปทางไหนๆ มันก็ร้อนไปหมด ..  พอเอาหูไปฟังใครๆ ก็มีแต่คนบ่นว่า "ปีนี้มันร้อนกว่าทุกๆ ปีเลย เห้อ.."   เพราะเดือนเมษายนก็นับว่าเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดอยู่แล้ว หนำซ้ำช่วงสัปดาห์นี้ยังเป็นช่วงที่พระอาทิตย์โคจรมาตั้งฉากและใกล้กับกรุงเทพฯ มากที่สุด (ในวันที่ 27 เม.ย. 55)    แต่ทางผู้อำนวยการสำนักพยากรณ์อากาศก็กล่าวว่าวันที่ร้อนที่สุด เป็นวันเสาร์-อาทิตย์นี้ต่างหาก (28 - 29 เม.ย. 55)      .. ตายกันพอดีล่ะเจ้าข้าเอ้ยย .. ยิ่งมีข่าวแผ่นดินไหว .. แผ่นดินลุกเป็นไฟ แบบนี้ยิ่งร้อนใจกันไปใหญ่ หวั่นๆ เกิดอาเพศ .. (คิดไปเองกันทั้งน้านน)  กะไรก็ตาม .. จะเปิดแอร์เย็นฉ่ำทั้งคืนทั้งวันที่บ้าน เห็นทีค่าไฟที่บ้านตอนสิ้นเดือนคงอ่วมอรทัยกันเป็นแน่แท้ ก็เพราะไอ้เรามันไม่ใช่คนมีกะตังค์อย่างกะเขา เปิดแอร์เย็นฉ่ำไป .. แต่ค่าไฟยามสิ้นเดือนมันร้อนจนตัวข้านี้จะเป็นลม .. ชะเอิงเงิย .. เอาล่ะ Summer นี้ ครูโจโจ้ขอนำเสนอ 5 วิธีหนีร้อนไปพึ่งเย็น แบบไม่ต้องไปเปลืองสะตุ้งสะ

วันเมษาหน้าโง่ !! APRIL FOOL'S DAY

        ทุก ๆ วันที่ 1 เมษายน ของทุก ๆ ปี ภาษาอังกฤษจะเรียกวันนี้ว่า April Fool's Day ซึ่งเรียกเป็นไทยว่า "วันเมษาหน้าโง่" (อ้างอิงจาก Wikipedia) ซึ่งไม่ใช่วันหยุดแต่อย่างใด แต่เป็นวันที่ยอมรับในหลายๆ ประเทศที่จะเล่นสนุกสนานด้วยการแกล้งหยอกด้วยมุขตลก ซึ่งส่วนมากก็จะเป็นการโกหกแกล้งให้คนอื่นได้ งงๆ กลายเป็นไอ้โง่ไปเลย (fool) ซึ่งวัน April Fool's Day นั้นก็มีประวัติอันเก่าแก่เช่นกัน ตั้งแต่เมื่อสมัย ค.ศ. 1582 มาแล้ว (400 กว่าปีแล้วนะเนี่ย) ประวัติและความเป็นมา จาก Wikipedia          ประเทศฝรั่งเศส  ในยุค ศตวรรษที่ 16  ตอนนั้นชาวฝรั่งเศสมี วันปีใหม่ ตรงกับวันที่  1 เมษายน  กระทั่งมาถึง  ค.ศ. 1582   สันตะปาปาเกรกอรีที่ 13  จึงกำหนดให้ ชาวคริสต์ ทั่วโลกฉลองวันปีใหม่พร้อมกันวันที่ 1 มกราคม  คราวนั้นสมัยก่อน ข่าวสารไม่ได้กระจายรวดเร็วเหมือนสมัยนี้ คนบ้านนอกของฝรั่งเศสบางกลุ่มยังไม่รู้ แถมบางคนได้ยินแล้วก็ยังไม่เชื่อ เลยฉลองวันปีใหม่กันวันที่ 1 เมษายน เหมือนเดิม ทำให้พวกไม่ตกยุคเย้ยหยันพวกตกยุคว่า  “หน้าโง่ ” แถมยังพยายามจะแกล้งหลอกคนกลุ่มนี้ โดยส่งข้อความไปหลอก หรือล่

หลุมพรางอุปสรรคก่อนสอบ ที่ต้องเอาชนะ!!

เมื่อพูดถึงอุปสรรค .. เราเปรียบได้เป็นดั่ง "มารผจญ " แต่เมื่อ "มารไม่มี .. บารมีไม่เกิด" หากเราเพียงมีสติและอดทน .. มารที่ไหนก็แพ้ภัยมลายสิ้น .. มารผจญต่าง ๆ มาทั้งที่รู้ตัวและอาจไม่รู้ตัว ต่อไปนี้คือสิ่งที่ทำให้หลายคนอาจจะต้องเสียเวลา และคว้าฝันไปไม่ถึงฝั่งได้ 1. รอพร้อม .. แล้วค่อยเริ่ม อันนี้ก็ขอเป็นประเด็นแรกเลย ที่หลายๆ คนจะสลัดความขี้เกียจแล้วเริ่มเปิดหนังสือหน้าแรกอ่านเสียที กว่าจะอ่านก็มักจะอ้างโน่นอ้างนี่ "วันนี้เหนื่อย .. พรุ่งนี้ค่อยอ่านแล้วกัน" หรือบางคนก็บอกว่า "เดี๋ยวจะอ่านซักตอน 2 ทุ่ม"..    พอถึงเวลาละครเข้า!! " เดี๋ยวก่อนดูจบแล้วค่อยอ่าน" .. อ่าววว พอถึงเวลาละครจบ "เฮ้อ .. ไม่ไหวละ หนักหัวเหลือเกินวันนี้ .. เดี๋ยววันพรุ่งนี้จะอ่านจริงๆ ละ" มีแต่คำว่า  "เดี๋ยวจะ" กับ "เดี๋ยวๆๆ"  อยู่นั่นแหล่ะ .. ไม่ได้ทำซักที ก็ผลัดวันไปเรื่อย .. แล้วเมื่อไหร่มันจะเริ่ม!! เปลี่ยนจากคำว่า "เดี๋ยวจะ" ให้เป็นคำว่า "ต้อง!!" จะได้ไหม??? "คืนนี้เวลา