ความคิดเห็นเรื่องระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยทรงผมของนักเรียน พ.ศ. 2563

รูปครูโจโจ้สมัยเป็นเด็กอนุบาล

นับว่าเป็นข่าวที่กำลังเป็นกระแสทีเดียว เมื่อในวันที่ 1 พ.ค. 2563 ราชกิจานุเบกษาเผยแพร่ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ. 2563 โดยกล่าวว่า "โดยที่เป็นการสมควรกำหนดข้อปฏิบัติและข้อห้ามปฏิบัติในการไว้ทรงผมของนักเรียนเพื่อให้เกิดความชัดเจนในการดำเนินการของสถานศึกษา มีความเหมาะสมกับสภาวการณ์ปัจจุบันและการปฏิบัติตนของนักเรียนเป็นไปด้วยความถูกต้อง รวมทั้งเป็นการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" รายละเอียดอ่านได้ที่  ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563

แท้จริงแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เคยเป็นกระแสมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อปี พ.ศ. 2556 (7 ปีที่แล้ว) ทาง ศธ. เคยแจ้งให้โรงเรียนเลิกบังคับตัดผมเกรียน-บ๊อบติ่งหู เพราะทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้น ได้ย้ำว่าทรงนักเรียนต้องยึดกฎกระทรวงฉบับที่ 2 วันที่ 6 มี.ค. พ.ศ. 2518 ซึ่งระบุไว้ชัดเจนว่า 1.นักเรียนชายให้ตัดผมหรือไว้ผมยาวจนด้านข้างและข้างหลังยาวเลยตีนผม และ 2. นักเรียนหญิงให้ตัดผมหรือไว้ผมยาวเลยต้นคอ หากโรงเรียนหรือสถานศึกษาใดอนุญาตให้ไว้ยาวเกินกว่านั้นก็ให้รวบให้เรียบร้อย อ่านรายละเอียดได้ที่ ขอความเข้าใจเกี่ยวกับทรงผมของนักเรียน

แต่ปราฏกว่าโรงเรียนหรือสถานศึกษาหลายแห่งนั้นกลับยึดฉบับที่ออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 132 ลงวันที่ 22 เม.ย. 2515 คือ กฏกระทรวงฉบับที่ 1 พ.ศ. 2515 ซึ่งระบุห้ามไม่ให้นักเรียนชายไว้ผมข้างหน้าและกลางศีรษะยาวเกิน 5 เซนติเมตร และชายผมรอบศีรษะต้องตัดเกรียนชิดผิวหนัง และ 2.นักเรียนหญิงตัดผมหรือไว้ผมยาวเลยต้นคอ หากโรงเรียนหรือสถานศึกษาใดอนุญาตให้ไว้ยาวเกินกว่านั้นก็ให้รวบให้เรียบร้อย

ซึ่งมีกฏกระทรวงดังกล่าวได้รับการแก้ไขแล้วในปี พ.ศ. 2518 แต่กลับปฏิบัติในปี พ.ศ. 2515 จนถึงปัจจุบัน นับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และในวันนี้ "ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ. ๒๕๖๓" ก็ได้กลับมาฮือฮาอีกครั้งพร้อมทั้งเพิ่มเติม "ด้านหน้าและด้านกลางศรีษะให้เป็นไปตามความเหมาะสม" สำหรับนักเรียนชาย ส่วนนักเรียนหญิงนั้นยังคงตามกฏกระทรวงปี พ.ศ 2518

ในความคิดเห็นส่วนตัว ผมสนับสนุนต่อการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามที่ราชกิจานุเบกษาได้เผยแพร่ เรื่องของการบังคับให้นักเรียนตัดผมเกรียนนั้นควรจะเป็นสิทธิ มากกว่าข้อบังคับ การที่ผมได้เห็นข่าวครูไถผมนักเรียนชายให้เป็นหมายอันน่าอับอาย ซึ่งเป็นการทำเพื่อลงโทษนั้นผมย่อมไม่เห็นด้วย รวมถึงข่าวที่ครูนำกรรไกรตัดผมนักเรียนหญิงให้เท่ากับติ่งหูก็เช่นกัน บางสถานศึกษาเปิดเทอมวันแรกกลับต้อนรับนักเรียนด้วยการตัดผมนักเรียนที่ผิดระเบียบ มันอาจจะเป็นเรื่องสนุกในบางสังคมเพราะเด็กคุ้นชินกับการถูกริดรอนศักดิ์ศรีด้วยกระบวนการนี้ตั้งแต่เด็ก และมีอีกหลายคนในสังคมนี้มองเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญ แต่ถ้าหากมองดีๆ เรื่องนี้ทำให้นักเรียนเครียดอยู่ไม่น้อย จึงพบนักเรียนหนีเรียนเพราะเลี่ยงการตรวจผม หรือวันนั้นอาจจะไม่เป็นความสุขของเขาตลอดทั้งวันก็เป็นได้ ยิ่งเจอกับมาตรฐานการตรวจผมของครูแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน เช่นการใช้เพียงสายตาในการวัดความยาวของเส้นผม เป็นต้น

แม้ครูจะอ้างว่าเป็นเรื่องของระเบียบวินัย ตอนนี้ก็ต้องตกไปเพราะมันเป็นระเบียบวินัยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 แล้ว เหตุใดจึงมีครูที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ทั้งๆ ที่ไม่ถูกต้อง ในทางกลับกันโรงเรียนเอกชนบางแห่ง หรือโรงเรียนนานาชาติก็แทบไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องทรงผมเลย เหตุใดจึงมีครูบางคนที่ภาคภูมิใจกับการลงโทษนักเรียนด้วยการกล้อนผมแล้วโพสลงสื่อโซเชียลมิเดีย เพราะครูชื่นชอบในอำนาจนิยมหรือ?  การที่ครูลงโทษนักเรียนด้วยการไถผมหรือตัดผมให้ไม่เป็นทรงนั้นเป็นการทำให้เด็กเกิดความอับอาย นี่เป็นการ bully ในสถานศึกษาใช่หรือไม่?

ครูควรลดบทบาทในการจับผิดเรื่องทรงผมให้น้อยลง
เน้นเรื่องของการดูแลจิตใจเด็กให้มากขึ้นเสียดีกว่า

ครูโจโจ้

ความคิดเห็น

Popular of the week

Sport Day หรือ Sports Day?

New! ภาษาอังกฤษกับวันหยุดในปฏิทินไทย (Names of Holidays in Thailand)

การดำหัวตามวิถีล้านนา ... ทำผิดมีค่าเท่ากับแช่ง !!!

Popular of all time

Congratulation VS Congratulations ต่างกันอย่างไร

การดำหัวตามวิถีล้านนา ... ทำผิดมีค่าเท่ากับแช่ง !!!

Organizing : Topic, Supporting และ Concluding Sentences